ที่ คั่ น ห นั ง สื อ เมื่อความทรงจำถูกอำพราง
posted on 30 Jan 2007 13:54 by bentale in tale-to-tell
เมื่อมีหนังสือ ก็มีที่คั่นหนังสือ
หากมีผู้สนใจไต่ถามว่า "ที่คั่นหนังสือ" เริ่มมีมาเมื่อใด ก็เห็จะต้องตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า มีมานานพอๆกับกำเนิดของหนังสือทั้งนี้ด้วยเหตุผลง่ายๆว่า มนุษย์มีนิสัยขี้ลืม
แม้ว่าการขุดค้นทางโบราณคดีจะทำให้เรารู้ว่ารูปลักษณ์ของ "หนังสือ"ในยุคแรกๆของโลกคือสมัยบาบิโลนและอัสซีเรียรวมถึง "หนังสือ" ของประเทศแถบตะวันออกใกล้นั้น มีลักษณะแตกต่างออกไปจากหนังสือที่เราคุ้นเคยอยู่มาก เพราะหนังสือยุคโบราณคือแผ่นดินเหนียวที่จารึกตัวอักษรแล้วนำไปเผาไฟ "หนังสือเล่มหนึ่ง" ในยุคบาบิโลนก็คือแผ่นดินเหนียววางเทินกันเป็นกองๆ โดยแผ่นบนสุดจะมีตัวหนังสือบอกเรื่องหรือเนื้อหาไว้ หากผู้ใดจะอ่านก็คงเดินเข้าไปใน "ห้องสมุด" ที่มีแผ่นดินเหนียวเผาไฟวางซ้อนกันไว้เป็นกองๆทั่วห้อง แล้วเริ่มอ่านจากแผ่นบนเรื่อยไปทีละแผ่นๆ
ถ้าเกิดอ่านไปได้ไม่กี่แผ่นก็มีเหตุธุระจำเป็นเสียก่อนนักอ่านในยุคบาบิโลนจะทำอย่างไร
พวกเขามีที่คั่นหนังสือที่ทำด้วย แผ่นดินเหนียวเผาไฟเป็นการเฉพาะหรือไม่ แต่สิ่งที่คาดเดาได้ไม่ยากก็คือ ชาวบาบิโลเนียนจำนวนไม่น้อยที่อ่านหนังสือออกจะต้องคว้าสิ่งของใกล้มือมาคั่นหนังสือ อาจเป็นก้อนกิน กิ่งไม้ เพื่อเป็นเครื่องช่วยจำว่าได้อ่านมาถึงไหนแล้ว พฤติกรรมของนักอ่านที่นำของรอบๆตัวมาใช้เป็นที่คั่นหนังสือนั้น ยังคงได้รับการปฏิบัติสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน
.
หนังสือยุคแรกของโลก
ในสมัยใกล้เคียงกับบาบิโลน ชาวอียิปต์นำต้นปาปิรัสมาทำเป็นกระดาษแผ่นบางๆ ผนึกต่อกันเป็นแผ่นยาว ใช้พู่กันหรือปากกาที่ทำด้วยหญ้าจุ่มหมึกเขียนลงบนแผ่นกระดาษแล้วม้วนเก็บไว้ หนังสือของชาวอียิปต์จึงมีลักษณะเป็นม้วน ในขณะที่หนังสือของชาวจีนในสมัยที่ยังไม่รู้จักทำกระดาษ ชาวจีนเขียนหนังสือลงบนแผ่นไม้ไผ่ใบลาน เจาะรูร้อยเชื่อให้แต่ละแผ่นเชื่อมโยงต่อกันแล้วผูกเป็นมัด แม้ว่าชาวจีนจะค้นพบการทอผ้าไหมและทำกระดาษแล้วก็ตาม ก็ยังทำหนังสือเป็นเล่มด้วยวิธีม้วนเช่นเดิม ส่วนหนังสือของอินเดียและประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้โลหะแหลมจารลงบนแผ่น แล้วร้อยเชือกติดกันเป็นผูก
รูปเล่มของหนังสือดังที่คุ้นเคยกันทุกวันนี้ เริ่มจากประเทศแถบยุโรป เอเชียกลาง และจีน เดิมนั้นใช้กระดาษหรือแผ่นหนังมาเย็บติดกันเป็นเล่ม (ดังที่เราเองก็ใช้คำว่า หนังสือกระมัง) โดยเฉพาะช่วงจักรวรรดิโรมัน (ประมาณศตวรรษที่ ๕) รูปแบบหนังสือเล่มเริ่มแพร่หลาย มีขนาดหนาขึ้น รูปเล่มกะทัดรัด ช่วงเวลาเดียวกันนี้เองเริ่มมีการใส่เลขหน้าลงในหนังสือเป็นเครื่องช่วยจำเวลาอ่านค้างไว้ เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ขี้ลืม และแล้วประวัติศาสตร์ของที่คั่นหนังสือแบบไม่เป็นกิจจะลักษณะของมนุษย์ขี้ลืมที่มักง่ายก็เริ่มขึ้น
ที่คั่นหนังสือของคนมักง่าย
หลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ Philobiblon (love of books) ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๔๗๓ บันทึกไว้ว่า ริชาร์ด เดอ เบอรี (Richard de Bury มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. ๑๒๗๗ ๑๓๕๕) ได้ลงโทษศิษย์ที่ใช้ฟางคั่นคัมภีร์ทางศาสนา เนื่องจากฟางยุ่ยเปื่อยทำให้คัมภีร์เสียหาย นี่เป็นเพียงตัวอย่างยุคแรกๆของคนมักง่ายที่มักฉวยของใกล้มือมาทำเป็นที่คั่นหนังสือ นับตั้งแต่เปลือกลูกอม ไม้ขีดไฟ ทั้งใช้แล้วและยังไม่ได้ใช้ รูปถ่าย มีดโกน บุหรี่ ถุงเท้า ไปจนถึงเบคอน นักอ่านนิสัยเช่นว่านี้มีอยู่ทั่วไป ตั้งแต่นักอ่านสมัครเล่นจนถึงผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิต
อเล็กซานเดอร์ รอส (Alexander Ross) นักปราชญ์และเศรษฐีสมัยศตวรรษที่ ๑๗ นิยม(อาจโดยไม่ตั้งใจ) ใช้เหรียญทองคำคั่นหนังสือ หลังมรณกรรมของเขาพบว่ามีเหรียญทองคำแทรกตามหนังสือต่างๆ ในห้องสมุดส่วนตัวรวมกันได้นับพันปอนด์
จอห์น เซลดอน (John Seldon) ในศตวรรษที่ ๑๗ อีกเช่นกัน มักใช้แว่นตาคั่นหนังสือที่อ่านเสมอ เขาลืมแว่นตาทิ้งไว้ในหนังสือที่เขายืมอ่านในห้องสมุดมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดรวมแล้วเป็นโหล
กวีผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เอดเวิร์ด ยัง (Edward Young ค.ศ. ๑๖๘๓ - ๑๗๖๕) มีนิสัยชอบพับหนังสือตรงหน้าที่อ่านค้างไว้ หลังจากที่เขาเสียชีวิตพบว่าหนังสือจำนวนมากของเขาชำรุดและไม่สามารถปิดเล่มได้สนิท เพราะพองฟูเนื่องจากการพับหนังสือไว้เป็นจำนวนมาก
นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยของนักอ่านที่นิยมใช้ที่คั่นหนังสือแบบใกล้มือ
แล้วถ้าเช่นนั้น ที่คั่นหนังสือที่แท้ เริ่มต้นมาอย่างไร
ยุโรปในยุคกลางเป็นช่วงที่คริสตจักรครองอำนาจสูงสุด บรรดานักบวชถือกันว่าพระคัมภีร์เป็นสิ่งสูงสุดที่พึงให้ความเคารพอย่างสูงยิ่ง ด้วยว่าเป็นพระวจนะของพระเป็นเจ้า เราจึงอาจคาดหวังว่าบรรดานักบวชจะได้สรรหาสิ่งของเลอค่า งดงาม มาใช้คั่นพระคัมภีร์ที่อ่านค้างไว้ แต่การณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่
แรกมีที่คั่นหนังสือ
เมื่อการพิมพ์เฟื่องฟูขึ้นนับแต่ปลายศตวรรษที่ ๑๘ ทำให้หนังสือมีราคาถูกลงและแพร่หลายออกไปอย่างกว้างขวาง คนทั่วไปสามารถซื้อหาหนังสือมาเป็นสมบัติส่วนตัวได้ ยุคนี้จึงเริ่มมีผู้ผลิตที่คั่นหนังสือออกมาจำหน่าย นักอ่านบางคนก็ทำที่คั่นหนังสือใช้เอง
ที่ประเทศอังกฤษมีผู้ผลิตที่คั่นหนังสือจำหน่ายเป็นล่ำเป็นสัน ภายหลังการพังทลายของอุตสาหกรรมทอผ้าไหม ที่คั่นหนังสือยุคแรกๆของอังกฤษจึงเป็นผ้าไหม
Stevengraphs คือชื่อเรียกที่คั่นหนังสือที่ทอด้วยเส้นไหม เป็นลวดลายงดงาม คิดผลิตขึ้นโดยนายโทมัส สตีเวนส์ (Thomas Steven) ชาวเมืองโคเวนทรี (Coventry) ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมทอผ้าไหมของอังกฤษ หลังจากยุคทองของอุตสาหกรรมทอผ้าไหมของอังกฤษยุติลงในช่วงปี ค.ศ.๑๘๖๐ นายสตีเวนส์ได้หันมาทอผ้าไหมเป็นที่คั่นหนังสือลวดลายงดงาม นำออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๔๐๕ ปรากฏว่าประสบผลสำเร็จ เป็นที่นิยมกว้างไกลถึงสหรัฐอเมริกา แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าธุรกิจนี้ต้องหยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิงเมื่อโรงงานถูกระเบิดเสียหาย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ นับได้ว่าเป็นการปิดฉากการผลิตที่คั่นหนังสือไหมอันประณีตงดงาม ที่ผลิตขึ้นในระบบอุตสาหกรรมอย่างที่ไม่อาจหาได้ในยุคปัจจุบัน
เวลานี้บรรดานักสะสมต่างพยายามแสวงหาที่คั่นหนังสือไหมหรือ Stevengraphs กันอย่างเต็มกำลัง การประมูลครั้งหนึ่งเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน มีผู้ประมูลที่คั่นหนังสืออันลือชื่อนี้หนึ่งอัน เป็นจำนวนเงินถึง ๑๒,๕๐๐ บาท สาเหตุเนื่องจากไม่เพียงแต่จะเป็นที่คั่นหนังสืออันงดงามเท่านั้น แต่ลวดลายที่ปรากฏอยู่แสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมของอังกฤษในยุคสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นภาพทิวทัศน์ รูปบุคคลสำคัญในทางการเมือง เช่นพระสาทิสลักษณ์ของพระราชินีวิกตอเรีย โน้ตและเนื้อเพลงกล่อมเด็ก ศาสนาและราชวงศ์มีบทบาทสำคัญสูงยิ่งในวิถีของชาวอังกฤษ ปัจจุบันมีสมาคมผู้สะสม Stevengraphs อยู่ในนิวยอร์ก มีสมาชิกนับร้อยคนอยู่ทั่วสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ จากการศึกษา Stevengraphs ของอังกฤษ ผู้รู้บางท่านให้ความเห็นว่าในยุคสมัยดังกล่าว (สมัยพระนางวิกตอเรีย)
ที่คั่นหนังสือยุคแรกของสยาม
อาจเป็นเรื่องยากสักหน่อยหากจะจินตนาการว่าในยุคแรกๆ ผู้คนแถบดินแดนสยามใช้อะไรเป็นที่คั่นหนังสือ หากเราจะนับว่าหนังสือยุคแรกๆคือศิลาจารึก (ซึ่งยังไม่มีการใส่เลขหน้า) หรืออาจเป็นการจารึกลงบนแผ่นไม้ แผ่นโลหะ เช่น ทอง นาก เงิน สมุดไทย และคัมภีร์ใบลาน
สมุดไทยคือเอกสารที่เขียนรูปอักษรบนกระดาษข่อยทำเป็นแผ่นยาวติดต่อกัน มีหน้าสมุดพับไปมา เป็นเล่มรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า สมุดชนิดนี้มีขายมาตั้งแต่สมัยอยุธยาโน้นแล้ว ส่วนคัมภีร์ใบลานทำจากใบลานตัดเป็นแผ่นๆ เจาะรูร้อยเข้าไว้ด้วยเชือกซึ่งเรียกว่า สายสนอง รวมใบลานเข้ากันเป็นผูก หนังสือใยลานบางคัมภีร์มีเนื้อเรื่องจบในหนึ่งผูก โดยทั่วไปแล้วหนึ่งผูกจะประกอบด้วยใบลาน ๒๔ ลาน (หรือแผ่น)
สมุดไทยไม่จำเป็นต้องมีเลขหน้า เพราะรูปเล่มที่พับต่อกันก็ทำให้รู้ได้ว่าอะไรเรียงต่อกับอะไร ในยุคแรกๆของการใช้สมุดไทยจะมี ที่คั่นหนังสือ เป็นการเฉพาะหรือไม่ ไม่มีหลักฐาน แต่การไม่มีเลขหน้าให้จดจำนั้น บรรดาอาลักษณ์อาจจะมีของบางอย่างสำหรับ คั่นสมุด เพื่อเตือนความทรงจำว่าอ่านมาถึงไหนแล้ว ส่วนคัมภีร์ใบลานจำเป็นต้องมี เลขหน้า กำกับไว้บนใบลาน เผื่อเชือกที่ผูกไว้เปื่อยขาดจะได้ง่ายและสะดวกแก่การร้อยใหม่ เลขหน้าที่กำกับอยู่บนใบลานแต่ละลานเรียกว่า เลขบอกอังกา หรือ เลขอังกา เป็นพยัญชนะอักษรขอมเรียงลำดับตามแบบภาษาบาลี เริ่มจาก ก กา กิ กี เรื่อยไป เลขอังกาจะปรากฏอยู่ด้านหลังใบลานริมด้านซ้าย
คัมภีร์ใบลานถือเป็นของสูง เพราะบรรจุเรื่องราวทางศาสนาแม้แต่การเก็บรักษาก็ต้องมีผ้าห่อคัมภีร์ การเคลื่อนย้ายก็ต้องใช้วิธีพาดไว้บนบ่าเพื่อแสดงความเคารพ คัมภีร์ใบลานทำด้วยวัสดุเปราะบาง การจารแต่ละครั้งเป็นเรื่องยุ่งยากและต้องใช้ความประณีตบรรจง ดังนั้นการจะนำวัสดุมาแทรกเพื่อหมายไว้เตือนความทรงจำจึงเป็นสิ่งที่ไม่ปฏิบัติกัน เพราะจะทำให้ใบลานชำรุด บรรพชนสยามจึงได้คิดค้นวิธีคั่นคัมภีร์ใบลานโดยใช้สายสนองเป็นตัวคั่น วิธีการก็คือ เมื่ออ่านมาถึงที่แห่งหนึ่งแบะต้องการหยุดอ่านไว้ก่อน ก็จะกลับใบลานวนรอบให้สายสนองหันใบลานนั้นไว้ เพื่อเป็นเครื่องหมายคั่นหน้า
แม้จะมีหลักฐานว่าได้มีการตั้งโรงพิมพ์หลวงและโรงพิมพ์ของหมอสอนศาสนา
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเพื่อพิมพ์หนังสือขึ้นเป็นครั้งแรกก็ตาม แต่ก็ยังไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้มีการใช้ที่คั่นหนังสือในลักษณะใด แม้กระทั้งกิจการโรงพิมพ์จะได้ตั้งขึ้นอีกในสมัยรัชกาลที่ ๓ ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ก็ตามที
ที่คั่นหนังสือเก่าที่สุดที่พบได้ในขณะนี้ก็คือ ที่คั่นหนังสือทำด้วยกระดาษที่แถมมากับหนังสือ จดหมายเหตุเสด็จพระราชดำเนินประพาศทวีปยุโรป ครั้งที่ ๒ รัตนโกสินทรศก
๑๒๕ ๑๒๖ (๒ เล่มจบ) เรียบเรียงโดยนายพันเอก หม่อมนเรนทรราชาพิมพ์ โดยกระแสพระบรมราชโองการ พิมพ์ครั้งแรกที่โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ จำนวน ๑,๐๐๐ ฉบับ
ที่คั่นหนังสือกับการสะสม
ออกจะเป็นเรื่องจริงอันน่าประหลาดใจระคนเศร้าอยู่บ้าง ที่โลกผ่านพ้นยุคแห่งปัญญามาด้วยสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง คือ การแพร่หลายของการพิมพ์หนังสือ ว่ากันว่าการปฏิวัติในฝรั่งเศสและกำเนิดของสหรัฐอเมริกาก็เป็นผลมาจากการแพร่หลายของหนังสือ แต่เราลืมกันไปว่าผู้คนจำนวนมากอ่านหนังสือเหล่านั้นโดยมี ที่คั่นหนังสือ เป็นเสมือนผู้ร่วมเดินทางหรือสารถี นำพาผู้อ่านข้ามพ้นท้องทะเลแห่งปัญญา จากหน้าแรกไปถึงหน้าสุดท้าย แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยพอถึงฝั่งแล้วก็ลืมเรือจ้าง ที่คั่นหนังสือจึงเป็นเสมือนเพื่อนที่ถูกลืม และมักไม่มีใครใส่ใจ
ในวิชาบรรณารักษศาสตร์ ศาสตร์แห่งการดูแลรักษาหนังสือ ได้จัดที่คั่นหนังสืออยู่ในจำพวกสิ่งพิมพ์ระยะสั้น (Ephemera) และเปรียบเปรยไว้อย่างน่าสะเทือนใจอีกว่า สิ่งพิมพ์ประเภทนี้ไม่สู้ปรากฏรายละเอียดอยู่ในหนังสือบรรณานุกรมหรือดัชนี เพราะเป็นสิ่งพิมพ์ที่ผลิตขึ้นเป็นจำนวนมากๆในครั้งหนึ่งๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชักจูงใจ เพื่อผนึกกำลังทางการเมือง หรือเพื่อสร้างอิทธิพลทางความคิดในชั่วระยะหนึ่งแล้วก็เลิกใช้ เหมือนฝูวแมลงเม่า (Ephemera) ที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่งๆ จำนวนนับไม่ถ้วน แต่มีอายุเพียงวันเดียว
ด้วยเหตุนี้เองกระมังเราจึงไม่ค่อยพบเห็นใครสะสมที่คั่นหนังสือ แม้แต่ประเทศในตะวันตกเองก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญแก่ที่คั่นหนังสือเท่าที่ควร อันที่จริง เราอาจประเมินคร่าวๆ ได้ว่า ประเทศใดให้ความสำคัญกับหนังสือมากเพียงใด โดยดูจากการผลิตที่คั่นหนังสือ สำหรับประเทศทางตะวันออกก็เห็นจะเป็นประเทศจีนที่ทำที่คั่นหนังสือขายอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เป็นที่แน่นอนว่า นับตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา มีการผลิตที่คั่นหนังสืออกมามากมายด้วยเหตุผลต่างๆ กัน อาทิ ผลิตขึ้นเพื่อโฆษณาหนังสือ เป็นของที่ระลึกในโอกาสต่างๆ เป็นสินค้าและของสะสม แหล่งหาซื้อหรือที่มาของที่คั่นหนังสือจึงหลากหลาย ตั้งแต่ร้านหนังสือ ห้างสรรพสินค้า แหล่งท่องเที่ยว ไปจนถึงพิพิทธภัณฑ์
สำหรับสังคมไทยเริ่มมีการให้ความสำคัญกับที่คั่นหนังสือมากขึ้น ทั้งเพื่อขาย แจกในร้านหนังสือ แถมมาพร้อมกับหนังสือเล่ม แจกในงานมงคลสมรส หรือแม้แต่ในงานศพ ข้อมูลที่ค้นคว้าได้ พบว่ามีการแจกที่คั่นหนังสือเป็นที่ระลึกในงานศพครั้งแรกๆ คือ งานพระราชทานเพลิงศพพระยาอนุมานราชธน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ นอกจากนั้นยังได้ทำที่คั่นหนังสือในโอกาสต่างๆ กัน เช่น ที่ระลึกในการเปิดผับ รณรงค์การเลือกตั้ง โฆษณารถยนต์ ประชาสัมพันธ์หน่วยงาน หรืองานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
หากนำที่คั่นหนังสือของประเทศต่างๆ มาเปรียบเทียบกัน จะเห็นว่ามีความหลากหลาย ทั้งรูปทรงและวัสดุที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็นงาช้าง โลหะ พลาสติก กระดาษ ไหม ไม้ เชือก และหนัง ปัจจุบันมีความพยายามรณรงค์ให้ผลิตที่คั่นหนังสือด้วยกระดาษปลอดกรด (Acid-free paper) เพื่อป้องกันไม่ให้กรดที่คั่นหนังสือทำลายหนังสือ ที่คั่นหนังสือกลายเป็นสินค้าให้นักเดินทางซื้อไว้เป็นที่ระลึกในการเยือนสถานที่ต่างๆ ในประเทศยุโรปจะหาซื้อและขอฟรีได้จากที่ต่างๆ แม้แต่โรงแรมบางแห่ง (ในสเปน) ก็มีที่คั่นหนังสือแจกแก่แขกที่เข้าพัก ที่ฝรั่งเศส เยอรมันนี อังกฤษ อิตาลี หาซื้อได้ตามร้านทั่วไป ร้านหนังสือใหญ่ๆหลายแห่งมีที่คั่นหนังสือสวยๆ แจกลูกค้า อิสราเอลผลิตที่คั่นหนังสือเป็นชุดงานศิลปะของศิลปินเอกระดับโลก ขณะเดียวกันก็มีที่คั่นหนังสือรูปเมืองเยรูซาเล็มเพื่อแสดงนัยของการเป็นผู้ครอบครองนครศักดิ์สิทธิ์ ในวาติกันมีที่คั่นหนังสือราคาถูกเพื่อเผยแผ่คริสต์ศาสนา สำหรับประเทศในแถบเอเชียแล้ว จีนเป็นประเทศที่มีที่คั่นหนังสือขายมากที่สุด
.
นักการสาวที่โรงพยาบาลศิริราช และเกอเต้ นักเขียนชาวเยอรมัน ได้กล่าวสัจธรรมเกี่ยวกับการสะสมไว้น่ารับฟังทั้งคู่
.
นักการสาวบอกว่า จะมีใครสะสมมากเท่ากับมนุษย์เป็นไม่มี
ส่วนเกอเต้บอกไว้นานแล้วว่า นักสะสมเป็นสัตว์ที่มีความสุข
.
ที่คั่นหนังสือ เมื่อความทรงจำถูกอำพราง โดย สุดแดน วิสุทธิลักษณ์
เคยพิมพ์ในนิตยสารสารคดี ฉบับเดือนมีนาคม ๒๕๓๘
.
ส่วนตัวแล้วชอบบทความชิ้นนี้ของอาจารย์สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ มากเป็นพิเศษ
(อาจารย์ประจำคณะสังคมวิยาและมานุษยวิทยา สาขามานุษยวิทยา ,ธรรมศาสตร์)
เป็นอาจารย์ นักวิจัย นักเขียนที่มีบทความตีพิมพ์ และผลงานหนังสือเล่มบางส่วน)
ได้อ่านครั้งแรกจาก เอกสารนิทรรศการที่คั่นหนังสือ โดยแพรวสำนักพิมพ์ ร่วมกับร้านนายอินทร์
วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ ณ มุมกาแฟร้านนายอินทร์ สาขาท่าพระจันทร์
.
ทึ่งที่แกนำข้อมูล และวิธีค้นคว้า หาความรู้ในเชิงวิชาการ นักวิจัย
มานำเสนอในเรื่องที่คนรักการอ่านจำนวนไม่น้อยมองข้ามไป อย่าง 'ที่คั่นหนังสือ'
เรื่องของสิ่งพิมพ์ชิ้นน้อยๆ ที่เราได้ฟรีมา สวยบ้าง น่าเกลียดบ้าง
มันนำไปสู่การตั้งคำถาม การหาความรู้ การได้คำตอบ
ที่เปิดพรมแดนความคิดของเราได้ตั้งเยอะ...
.
เสียดายถ้าจะได้อ่านแค่กลุ่มหนึ่งแล้วไม่ได้บอกต่อ
หลายวันก่อนเลยลองเอากลับมาพิมพ์ใหม่เพื่อแบ่งกันอ่านทางอินเตอร์เน็ต
พร้อมกับหา Link ข้อมูลและภาพประกอบเพิ่มเติมเท่าที่จะพอหาได้
สนุกดี จนเวลาล่วงเลยไปหลายวัน entry นี้ก็ยังไม่เสร็จ
เพราะดันอ่านข้อมูลตาม link ที่ไปลอง search หาจนเพลิน
(link ลองเอา mouse วางบนคำที่เป็นตัวหนาเพื่อดู)
.
นี่แหละน๊า... ที่เขาว่า
Yet that is exactly what internet does so well.
.




#1 By niroon on 2007-01-30 14:26