และบทสนทนาระหว่างบรรทัด(บล็อก)

.

ตั้งแต่มีรถไฟฟ้าใต้ดินมาถึงที่นี่ ทำให้คนตัดสินใจไม่ขับรถมากันเยอะขึ้นนะ

แต่ที่จอดรถก็ยังเต็ม คนก็เยอะเหมือนเดิมตั้งแต่เมื่อก่อนที่จัดกันร้อนๆข้างคุรุสภา จนเดี๋ยวนี้แอร์เย็นฉ่ำ เดินสบายขึ้นเยอะ

อืม ก็คนไทยชอบช็อปปิ้ง ขอให้ได้เดินดูของก็ยังดี นักอ่านทั้งหลายก็อยากมาซื้อหนังสือราคาถูก

แล้วทำไมเขาไม่จัดงานแบบนี้มันซะทุกเดือนล่ะ

ในระยะสั้นมันก็ดีเพราะนอกจากคนอ่านจะได้ซื้อหนังสือในราคาลดพิเศษ ยังมีโอกาสเลือกหาหนังสือที่ไม่ค่อยเจอในร้าน ไหนจะโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม ส่วนผู้ผลิตก็ได้เก็บเงินสดเข้ากระเป๋า ไม่ต้องรออีกสามสี่เดือน ถึงจะได้วางบิลเก็บเงินจากร้านค้าตามระบบฝากขาย ยังไม่นับว่าได้เห็นสภาพตลาด ได้พบเจอคนซื้อตัวเป็นๆ ได้ศึกษาพฤติกรรม ความต้องการผู้อ่านจริงๆ

แล้วระยะยาวมันไม่ดียังไง

ร้านหนังสือก็เจ๊งน่ะสิ ระบบจัดจำหน่ายก็คงพัง แล้วอีกอย่างถ้าจัดงานทุกๆเดือนในสเกลล์นี้ ก็ได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่าเท่าที่ลงทุนไป

ทำไมล่ะ

ไม่มีทางที่คนจะมางานหนังสือได้จำนวนเยอะแบบนี้ทุกๆ เดือนหรอก คนไทยที่จะซื้อหนังสืออย่างสม่ำเสมอจริงๆ ก็มีนะ หรืออย่างห้องสมุดต่างๆ ที่สั่งหนังสือใหม่เข้าไปเป็นประจำก็มี แต่ก็เป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับคนทั้งประเทศที่ใช้เงินกับเรื่องอื่นๆ หรือสินค้าอย่างอื่นมากกว่า

แต่ทำไมทุกครั้งที่มางาน เราก็ได้เห็นหนังสือใหม่ๆเยอะแยะ หรือมีสำนักพิมพ์ใหม่เพิ่มขึ้นอีก

หรือแม้แต่ในช่วงปกติ โดยเฉลี่ยก็จะมีปริมาณหนังสือใหม่เข้าไปที่ร้านไม่ต่ำกว่า 30 ปกต่อวันด้วย

30 กว่าปกต่อวัน หรือ 900 กว่าปกต่อเดือน ถ้าตัวเลขแบบนี้สำหรับคนๆ เดียวก็ไม่น้อยเลยนะ เรียกว่าซื้อกันไม่หมด อ่านกันไม่ทันด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่คนซื้อ ร้านค้าก็ไม่รู้จะวางตรงไหนหมด งานบุ๊คแฟร์ทั้งหลายก็ระบายสต็อกดีๆ นี่เอง

พูดอีกก็ถูกอีก หนังสือราคาปก 200 บาทถ้าเก็บค้างไว้ในสต็อกก็มีค่าเท่ากับศูนย์ ถ้านับค่าการจัดการสต็อกอีกก็คงติดลบ

แล้วทำไมการจัดงานแบบนี้ถึงไม่คุ้มล่ะ

เราคิดว่ามันมีสองมิติหวะ หนึ่ง. เชิงนโยบาย การจัดกิจกรรมระดับนี้คือบิ๊กโปรเจ็คที่รัฐบาลพยายามสนับสนุนการอ่าน และผลักดันภาพลักษณ์เมืองหนังสือที่อยากจะเป็นกันอยู่ ต้องใช้เงินลงทุนสูง เตรียมตัวเยอะตั้งแต่สมาคมฯผู้จัดเอง และผู้ค้าแต่ละรายที่จะมาเปิดบู๊ท เขาเตรียมงานกันข้ามปี ถึงช่วงหลังการประชาสัมพันธ์จะน้อยลงเพราะคนคุ้นเคยดีอยู่แล้ว ปีละสองครั้งต้นปีกับปลายปี พอช่วงใกล้งานก็จะมีคนบอกต่อๆกันไปเองด้วย แต่ถ้าจะมีงานแบบนี้บ่อยๆ ในสเกลล์งานใหญ่เท่าเดิมมันก็เป็นไปได้ยาก และไม่เป็นประโยชน์อีกด้วย เพราะการจัดบุ๊คแฟร์ก็เป็นเพียง Event หนึ่ง จัดได้แค่ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง พื้นที่ใดที่หนึ่ง มีกลุ่มคนที่เข้าถึงได้จำนวนหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งหมดอยู่ดี ในระยะยาวร้านค้าคือกลไกสำคัญที่จะส่งต่อหนังสือไปสู่ชุมชนต่างๆ ได้มากกว่า

แล้วแกไม่นึกถึงงานสัปดาห์ห้องสมุดของมหาวิทยาลัย โรงเรียนต่างๆ หรืองานแฟร์ที่ค่ายใหญ่ๆไปเปิดตามต่างจังหวัดบ้างหรอ

นึกถึงสิ แต่นั่นแหละยิ่งบอกได้เลยว่าร้านค้าคือปัจจัยสำคัญ รู้ไหมว่าบู๊ทขายหนังสือตามต่างจังหวัดน่ะเขาขายในนามร้านค้า ร้านหนังสือเป็นส่วนใหญ่ มันเป็นการรวมตัวและความร่วมมือกันจัดงานของร้านค้าในท้องถิ่นกับสถาบันการศึกษา ไม่ใช่ในนามผู้ผลิตหรือสำนักพิมพ์เหมือนที่นี่หรอกนะ ส่วนปริมาณการซื้อขายและบรรยากาศงานก็แตกต่างกันไปอีก

อือ เพราะถ้าสมาคมเขาจะจัดเอง หรือเห็นว่าจัดบ่อยๆได้ ก็คงทำไปนานแล้วใช่ปะ

ยังมีอีกเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่าคือ วัฒนธรรมการอ่านการเขียน เคยได้ยินสถิติที่บอกว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัดใช่ไหม จะว่าสถิตินี้มันโหดร้ายไปหน่อยก็จริง มีคนไม่เชื่อเรื่องนี้เยอะ และเถียงขาดใจอีกด้วย เพราะถ้าอ่านกันแค่นั้นจริงๆ ทำไมงานหนังสือทุกครั้งคนก็แน่นตลอด หนังสือก็ขายดิบขายดีล่ะ

เออนั่นดิ แค่อ่านตัวหนังสือบนถุงกล้วยแขกใบนึงได้ ก็เกิน 8 บรรทัดต่อปีแล้ว

แล้วทำไมสถิตินี้ถึงเป็นข่าวใหญ่โตล่ะ จำได้คร่าวๆว่าหนังสือพิมพ์หัวสีเอามาขึ้นกรอบเล็กๆ บนหน้าหนึ่งด้วย หรือถ้าตอนนี้ลองไป search หาใน google แกก็จะเจอคนพูดถึงเยอะแยะ นั่นก็เพราะมันสะท้อนภาพความจริงที่ต้องยอมรับว่าคนบ้านเราอ่านหนังสือน้อยกันจริงๆ เฉลี่ยต่อคนทำให้เหลือแค่ไม่กี่บรรทัดต่อปี ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับอีกแปดสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ที่ใช้เวลาว่างในการดูทีวี ซึ่งทำให้มีค่าเฉลี่ยต่อคนเท่ากับ 3 ชั่วโมง 50 นาทีต่อวัน!

แสดงว่ามีคนอีกเยอะเลยที่แม้แต่ตัวหนังสือบนถุงกล้วยแขก ก็ยังไม่เหลียวแลจะอ่าน -_-'

งั้นลองดูภาพรวม คนไทยหกสิบล้านคนมีโอกาสเข้าถึงหนังสือเท่าเทียมกันรึเปล่า สถิตินี้ยังทำให้คิดได้อีกว่าทำไมคนถึงไปกันเยอะในงานหนังสือแค่สองครั้งต่อปี ที่สำคัญถ้าไปจัดงานนี้ที่ต่างจังหวัดจะได้ผลแค่ไหน? ในขณะที่ร้านหนังสือเล็กๆ ในชุมชนต้องทยอยปิดตัวลง ส่วนร้านหนังสือเชนสโตร์ที่ยังอยู่ได้มั่นคงกว่าก็ไม่ได้หมายความว่าทำกำไรดี หรืออยู่ได้ทุกร้าน ทุกสาขา มองลึกลงไปอีกก็ยิ่งหนักใจ เพราะกลายเป็นว่ามีหนังสือเพียงบางประเภทเท่านั้นเองที่ซื้อง่ายขายคล่อง

อ๋อ หนังสือกลุ่มนั้นที่วางโชว์เต็มร้าน จนบางที่เอามาจัดอยู่ในหมวด "หนังสือแนะนำ (ตลอดกาล)" ว่ากันว่ากลุ่มคนซื้อมีตั้งแต่วัยรุ่น ถึงวัยทำงาน

.

.

ในเพนนารีฮอลล์

ดูนั่นสิ เขาตะโกนอะไรน่ะ ฟังไม่รู้เรื่องเลย ได้ยินแต่อะไร "พิเศษๆ" แล้วดูบนหัวคนขายสิ ใส่กระดาษอะไรอยู่ไม่รู้ เหมือนหมวกแต่ไม่ใช่ เขียนอะไรไว้ก็อ่านไม่ออก ทำแบบนี้จะทำให้ดูแปลกและตลกซะมากกว่ารึป่าว

อืม รู้สึกว่าเขาจะขายหนังสือแปลแนว How - To ล่ะ

ท่าทางจะไม่ได้มีแต่เราที่อึ้งไป มีคนมองบู๊ทนั้นเหมือนเราเยอะนะ ส่วนพี่ชายคนนั้นก็ยืนดูอยู่ห่างๆนานละแต่ไม่เดินเข้าไปหยิบหนังสือดูซะทีหวะ

เลยไม่แน่ใจว่า พี่เขาสนใจหนังสือเพราะแรงเชียร์นั้นและกำลังตัดสินใจซื้ออยู่ห่างๆ หรือไม่กล้าเดินเข้าไปเปิดดูเพราะกลัวเสียงตะโกนเชียร์ของพนักงานขายสวมหมวกประหลาดคนนั้นกันแน่

แกๆ ทางนั้น มีพระอยู่ในบู๊ทขายหนังสือด้วยล่ะ

อืมเดี๋ยวนี้พระท่านเขียนหนังสือธรรมะเยอะนะ มันน่าจะเป็นการบอกได้ว่าคนก็นิยมอ่านกันเยอะขึ้น ทำให้หนังสือธรรมะที่เคยทำแจกเป็นวิทยาทาน สามารถนำมาจัดพิมพ์จำหน่ายได้ ในรูปเล่มสวยๆ น่าซื้อฝาก ราคาร้อยต้นๆ

เฮ่ย แต่ถ้ามองไม่ผิด ที่อยู่ใกล้กับที่พระท่านนั่ง ก็คือสาวๆ พริตตี้กำลังเชียร์ขายหนังสือธรรมะนี่แหละ ยืนถือหนังสือธรรมะแล้วก็คอยบอกให้คนที่ซื้อเข้าไปขอลายเซ็นต์พระ

เอ่อ จะดีหรอ

ไม่รู้ แต่มีคนเข้าไปซื้อแล้วล่ะ นั่นไง

-_-' -_-''

.

.

บรรยากาศมีผลกับการตัดสินใจซื้อ ส่วนโปรโมชั่นก็ทำให้คนควักเงินง่ายขึ้น?

กลายเป็นว่ายุคนี้สมัยนี้ใครอยากทำอะไรก็ทำได้ ถ้าทำแล้วได้เงิน ส่วนธุรกิจหนังสือก็ไม่พ้นกลไกตลาดที่เปิดให้แข่งขันเสรี ทำให้ผลิตอะไรออกมาก็ได้ อยากขายรูปแบบไหนก็ได้ ขอให้มีคนซื้อ และกระตุ้นให้คนที่ซื้ออยู่แล้วซื้อเยอะขึ้น

อืม ก็ใช่ ถ้าจะมองแค่ว่าหนังสือเป็น 'สินค้า' อย่างหนึ่งเท่านั้น

แต่วิธีนั้นไม่เห็นได้ผลกับเราเลยนี่หว่า

มีคนไม่น้อยที่สนใจเนื้อหามากกว่าโปรโมชั่น โดยเฉพาะนักอ่านทุกคนเชื่อว่าอยากเลือกพลิกดูหนังสือเองมากกว่าฟังคนตะโกนเชียร์คุณสมบัติขายดีแบบนั้น ยิ่งช่วงหลังเห็นเป็น Bestseller เต็มไปหมด จนไม่รู้เล่มไหนดีกว่ากันแล้วล่ะ

ฮ่าๆๆ และถึงจะมีบางคนใจอ่อนซื้อไปบ้าง เพราะน้องๆพริตตี้คอยเชียร์อยู่ก็ตาม

เพราะวิธีการขายแบบสินค้าชนิดอื่นๆ ใช่ว่าจะใช้ได้กับหนังสือทั้งหมดอยู่ดี เว้นหนังสือบางกลุ่มที่นับวันจะมีวิธีคิดคล้ายสินค้าไปทุกที

ใช่ๆ ไม่เข้าใจว่าหนังสือบางเล่มทำออกมาทำไม เรื่องแบบนั้นไม่เห็นต้องอ่านเลย หรือเรื่องของดาราบางคนก็ไม่เห็นอยากรู้เลย

แต่เรายอมรับนะว่า ดาราหรือคนดังบางคนก็มีเรื่องดีๆที่น่าอ่าน เอามาทำหนังสือได้ ขึ้นอยู่กับว่านำเสนออะไรมากกว่า

แต่ยังไง หนังสือกลุ่มนี้ก็เกิดขึ้นมานานแล้ว มันเป็นกระแส มาแล้วก็ไป วนเวียนเปลี่ยนหน้า เปลี่ยนเล่มใหม่มาตลอด ที่สำคัญไม่ค่อยเห็นแนวการนำเสนอใหม่ๆ นอกจากเล่าเรื่องชีวิตตัวเอง เล่าเรืองความรัก หรือไม่ก็ออกมาแฉตัวเอง แฉคนอื่นซะงั้น

และส่วนใหญ่ขายช่วงเวลาสั้น พิมพ์ครั้งแรกเยอะๆ วางแบบปูพรมให้เยอะที่สุด ตั้งกองให้สูงเข้าไว้ แล้วโปรโมทหนักๆ

ก็จริง อย่างที่แกเคยบอกว่า... หนังสือทุกเล่มไม่ใช่ของคนทุกคน

เราไม่ได้ปฏิเสธการอ่านหนังสือเพื่อความบันเทิง เหมือนเรากินข้าวอิ่มท้องแล้ว ก็ยังอยากกินขนมหวานบ้าง เพียงแต่กินขนมมากๆ ก็ฟันผุ และถ้ากินแต่ขนมไม่กินข้าวเลยก็อาจจะอิ่ม แต่สุดท้ายร่างกายขาดสารอาหาร

หรือหวานมากๆก็เลี่ยนไปเอง

หนังสือมีหลากหลายประเภท เหมือนคนที่มีหลายรสนิยม การตัดสินใจซื้อหนังสือก็เลยขึ้นอยู่กับความคิดความสนใจ ที่แตกต่างกันตามวาระอีก

.

.

เมื่อก่อนได้ยินผู้ใหญ่บอกว่าเสมอว่า อ่านหนังสือเถอะลูก ยิ่งอ่านยอะยิ่งดี แต่เดี๋ยวนี้ไม่แน่ใจแล้ว

แต่เรายังเห็นด้วยกับความคิดนี้อยู่นะ ยิ่งอ่านเยอะก็ยิ่งดี มันจะมีภูมิคุ้มกันเอง ถ้าเริ่มอ่านตั้งแต่เด็กๆ

ว่ากันว่าเด็กแรกเกิดก็มีหนังสือได้แล้ว ไม่ต้องรอให้อ่านออกเขียนได้

พ่อแม่อ่านให้ฟังไง หนังสือนิทานดีๆสักเล่ม กับเวลาอย่างน้อยที่สุดสักครึ่งชั่วโมงต่อครั้ง เปิดหนังสือภาพ หรือนิทานค่อยๆอ่านให้ลูกฟัง

ไม่ต้องซื้อแพงๆก็ได้ นิทานดีๆ หรือหนังสือภาพดีๆก็มีหลายราคา หลายแบบ

ยังโชคดีอยู่ เพราะไม่ว่าโลกจะหมุนไปเร็วแค่ไหน วัยรุ่นจะวัตุนิยม ฉาบฉวยอย่างที่ใครชอบว่าจริงหรือไม่ หนังสือสำหรับเด็กวัยแรกเกิด ถึงประถมต้น ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นหนังสือดีๆทั้งนั้น

จริงด้วย ทำให้นึกถึง อยู่กับก๋ง, นิกกับพิมพ์, เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก, พระอภัยมณีกับสุดสาคร, ปลาบู่ทอง หรือหนังสือแปลดีๆ แมงมุมเพื่อนรัก, โมโม่, ปีเตอร์แพน, หนูน้อยหมวกแดง

จุ๊ๆ แกอย่าพูดชื่อหนังสือเสียงดัง ไม่รู้เด็กๆ สมัยนี้ยังอ่านเรื่องพวกนี้อยู่ป่าว (เกิดมีน้องๆใน exteen หลงเข้ามาแล้วอายหวะ)

ต้องมีอ่านบ้างแหละน่า ถึงกระทรวงศึกษาจะเปลี่ยนเล่มไปบ้าง แต่เชื่อว่ายังเป็นหนังสือที่ดีอยู่เหมือนกัน

.

.

.

ตอนนี้เปลี่ยนใจละ ไม่อยากให้เขาจัดงานหนังสือทุกๆ เดือนแล้ว

แต่อยากให้เขาจัดมอเตอร์โชว์ จะได้เจอน้องพริตตี้ทุกเดือนแทน

.

.

-_-'

.

แหมมม ล้อเล่น ^^ '

.

อยากเสนอให้จัดเทศกาลห้องสมุดสัญจร หรือจะให้ดีอยากให้เขาลงทุนกับห้องสมุดชุมชนมากกว่านี้

เอาหนังสือดีๆไปถึงมือเขาฟรีๆ ให้ได้ก่อน จัดระบบดีให้หนังสือหมุนเวียนกันอ่านเยอะๆ

อืม แทนที่หนังสือดีๆ แต่ขายช้าๆ จะต้องนอนแช่ฝุ่นอยู่ในสต็อก

จริงๆ แล้วก็ไม่เห็นต้องรอรัฐบาล (ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้) เรื่องนี้คิดได้มากกว่างานด้านสังคมสงเคราะห์ แกคิดว่าไง

ถ้ามีบริษัทเอกชนสักแห่งเริ่มลุกขึ้นมาลงทุนเปิดห้องสมุดสักสิบที่ เงินลงทุนก้อนแรกสิบล้านบาท ประสานงานผ่านทางอำเภอ หรือผู้นำท้องถิ่น จะให้ดีก็ควรเอาเงินแต่ละหนึ่งล้านไปซื้อหนังสือผ่านร้านค้าในชุมชน ไม่ก็ร่วมมือกับผู้ผลิตหนังสือรายใหญ่ๆ

อืม แล้วเขาก็จะได้แค่แบรนด์ดิ้งน่ะสิ อย่างมากก็แค่ชื่อ Product หรือชื่อบริษัทมาเป็นชื่อห้องสมุด เพราะห้องสมุดมันไม่มีรายได้ มีแต่รายจ่ายค่าจัดการดูแล

ลองนึกเล่นๆว่าถ้าเอกชนรายนั้นขายของที่เป็น Mass Product แล้วมันขายได้ยาวๆ เขาก็จะใช้พื้นที่นั้นแนะนำสินค้า ขายสินค้าหรือบริการได้ แล้วหมุนเวียนคุณครูในท้องถิ่นมาเป็นผู้ดูแลห้องสมุด เพราะครูคือคนที่ต้องใช้หนังสือกับเด็กๆโดยตรงอยู่แล้ว ก็น่าจะช่วยลดรายจ่าย เพิ่มการมีส่วนร่วม แล้วครูนี่แหละคือผู้มีอิทธิพลต่อท้องถิ่นตัวจริง

มันก็น่าจะวินวิน แล้วคนในชุมชนก็ได้โอกาสเข้าถึงหนังสือมากขึ้น

.

.

อ่านเยอะ >> เรียนรู้เยอะ มีภูมิคุ้มกัน รู้จักเลือกสิ่งดีๆให้ตัวเอง สังคมน่าจะดีขึ้น

อ่านเยอะ >> ทำให้อยากเขียนบ้าง ผลิตนักเขียนหน้าใหม่ที่มีพื้นฐานดี ทำให้มีหนังสือดีๆเยอะขึ้น หลากหลายขึ้น

อ่านเยอะ >> ธุรกิจหนังสือก็เติบโตขึ้นแบบมั่นคง หนังสือก็ขายดีขึ้นทั้งแนวสาระ และบันเทิง

.

ถ้าซักวันนึงมีห้องสมุด เหมือนมีเซเว่นอีเลฟเว่น ก็คงดี

.

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet



อ่านแล้วอมยิ้มกับมุมมองดี ๆ คะ
เราก็เป็นคนนึง ที่ไปงานสัปดาห์หนังสือฯประจำทุกครั้งที่มีการจัด

ได้มอง...ได้เห็น...การเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่าง
ที่เกิดขึ้นกับงานหนังสือนี้

เห็นด้วย ที่จะมีงานปีละครั้งสองครั้ง
เพราะระหว่างปี
ก็มีงานหนังสือตามมหาวิทยาลัย
ครบรอบปีของร้านขายหนังสือต่าง ๆ

อ่านเยอะ ได้เยอะ เจง ๆ อ่ะแหละ อิอิ

#1 By รักคือ? on 2007-04-09 23:37

โอโห

มีเยอะแบบเซเว่น เยี่ยมเลย

#2 By goody on 2007-04-10 08:53



ขอบคุณก้าบบบ
สำหรับคำชม

#3 By รักคือ? on 2007-04-10 17:07

เฮ้ เขียนดีมากเลย :)

#4 By bact' (58.136.73.145) on 2007-04-13 00:43

พี่ก็อยากให้การซื้อ-ขายหนังสือ
อยู่ที่ร้านหนังสือมากกว่าบุ้คแฟร์

#5 By (58.9.188.130) on 2007-04-19 11:00

จ๊าก
ข้างบนนั่นพี่เองจ้า
ลืมใส่ชื่อ

#6 By grappa (58.9.188.130) on 2007-04-19 11:00

^ หวัดดีค่ะพี่แป๊ด ดีใจที่แวะมาเยี่ยม

อิอิ เห็นด้วยเป็นที่สุดค่ะ

#7 By ben'tale on 2007-04-19 22:39

ขอบคุณนะคะ ในทุกแง่มุม

ถ้าซักวันนึงมีห้องสมุด เหมือนมีเซเว่น อีเลฟเว่น ก็คงดี (งึมงำ พึมพำกับตัวเอง)

อยากให้มีบริษัทเอกชนที่สนใจ ทำอะไรเพื่อสังคม มองอะไรระยะยาวเช่นนั้น เช่นกัน

#8 By ตุ๊กตา (202.41.167.246) on 2007-04-25 17:17

ครั้งแรกที่มา พบว่าสนุกดีค่ะ

#9 By พลอยไพลิน (203.113.41.37) on 2007-06-01 10:10

Hello! Good Site! Thanks you! iyrqwxbfzgcir

#10 By tvdqzmflfh (200.46.102.151) on 2008-01-29 00:33

อืมมม นิกกับพิม แมงมุมเพื่อนรัก ....โอ้วว คิดถึงครับ

#11 By duriandrygin on 2008-12-01 16:14

อ่านแล้วนั่งอมยิ้มกับน่ารักดี คะ

#12 By โปรแกรมบัญชี (58.9.163.6) on 2009-01-13 00:40